[SF] Le Bouquet

posted on 12 May 2012 21:29 by astute  directory Fiction

Title: Le Bouquet
Writer: astute
Pairing: Changmin x Minho
Rate: PG-13
Note:

-เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัทฮัลโหลเบบี้ของเอ็มแบล็คคัทนี้ >>จิ้ม<< แนะนำว่าให้อ่านก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาดูจ้า :D

-เรื่องนี้ยาวที่สุดในบรรดาSFที่เคยแต่งมา ทนๆอ่านไปแล้วกันนะ (. .)

 

 
*************************************

 


แก๊งค์ แก๊งค์ 

 

 

เสียง ลูกตุ้มกระทบกับระฆังทองเหลืองขนาดใหญ่แทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบของ เช้าวันอาทิตย์  แสงแดดทะลุก้อนเมฆปุ้ยๆสะท้อนให้เห็นสีสันของเหล่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน คล้ายเป็นสัญญาณแห่งฤดูใหม่ที่กำลังเข้ามาเยือน แต่ในความสงบก็มีเสียงเล็กๆสะท้อนเข้ามาในโสตประสาท เป็นเพียงเสียงกะเทาะเปลือกไข่บางของสิ่งมีชีวิตใหม่ในบ้านของมันจากกิ่งไม้ หลายๆกิ่ง ฤดูนี้จึงเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้นใหม่ของใครหลายๆคน



รวมไปถึงคนสองคนข้างในโบสถ์สีขาวท่ามกลางชนบทอันห่างไกลจากความวุ่นวาย 


หาก แต่ความสงบนั้นถูกขัดจังหวะลงเมื่อผู้คนมากมายต่างพากันออกมาเตรียมกลีบดอก กุหลาบสีขาวสดต้อนรับสองชีวิต ที่พร้อมใจจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน แต่หากทั้งสองพ้นประตูไปแล้ว สองชีวิตจะกลายเป็นหนึ่ง

 


กลีบดอกกุหลาบ ขาวถูกโปรยขึ้นต้อนรับผู้มาใหม่ทันทีเมื่อประตูโบสถ์เปิดออก ท่ามกลางเสียงยินดีของเพื่อนฝูง กลีบดอกกุหลาบก็ถูกโยนขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงรอยยิ้มกว้างของร่างบางเท่านั้นที่ปรากฏบนใบหน้า ไม่ใช่ว่าไม่คิดจะขอบคุณอะไร เพียงแค่ความสุขมันจุกคอต่างหาก


และแล้วช่วงเวลาสำคัญของคนโสดและคู่รักก็มาถึง บรรดาเพื่อนฝูง ญาติ หรือแม้กระทั่งคนในหมู่บ้านต่างพากันเบียดเสียดจับจองพื้นที่เพื่อรอรับช่อ ดอกไม้ในวันนี้อย่างเนืองแน่น เสียงตะโกนเชียร์ให้โยนดังยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เจ้าสาวคนสวยได้แต่ยืนเขินจนร้อนถึงเจ้าบ่าวเข้ามาจัดการ

 

"นายจะให้พี่โยนหรือนายจะโยนเอง หื้ม?" ใบหน้าหวานแดงขึ้นทันทีเมื่อเสียงทุ้มดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว


"บะ บ้าหรือไง ผมเฝ้ารอเพื่อวันนี้เลยนะ"


"ก็นึกว่าลืมไปแล้ว"

ช่อดอกไม้บริสุทธิ์ถูกโยนขึ้นสู่อากาศ บรรดาคนโสดต่างพากันวิ่งตามช่อดอกไม้ที่กำลังหล่นลงตามแรงโน้มถ่วง ดวงตากลมมองตามช่อดอกไม้สีขาวตามลุ้นไปด้วย แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยริมฝีปากหนาได้ช่วงชิงความหอมหวานไปก่อน เป็นเพียงรสจูบหวานๆเหมือนเคยเพียงแค่มันเป็นจูบในวันพิเศษแค่นั้นแหละ


"นึกว่าพี่ต้องเป็นคนโยนเองซะอีก"


"ผมบอกพี่แล้ว พี่นั้นแหละที่จำไม่ได้เอง"


"ไหน นายไปพูดไว้ตอนไหน?"

 

 

ใบหน้าหวานยื่นเข้าไปกระซิบที่ใบหูของคนรักอย่างแผ่วเบา...




 

 
*************************************




เอ้ก อี เอ้ก เอ๊กกกกกกกกกก

 

 


 
"พี่ ชางมินไปเล่นกัน!" ยังไม่สิ้นเสียงไก่ขัน เป็นประจำอย่างเด็กชายข้างบ้านอย่างเชวมินโฮจะเข้ามาปลุกพี่ชายจอมขี้เซาให้ ลุกออกจากกองผ้าห่มเพื่อไปเล่นกับตนเอง แม้ว่าเขาจะอายุน้อยกว่าพี่ชางมินถึงสามปี แต่ด้วยความที่ชางมินเป็นลูกคนเดียว เขาจึงรักมินโฮเหมือนน้องชายแท้ๆ

 

"นี้ แค่หกโมงเช้าเองนะมินโฮ" มือหนาเอื้อมไปหยิบนาฬิกาปลุกบนหัวเตียงก่อนจะทิ้งลงเมื่อหน้าเข็มนาฬิกาชี้ เลขหก เด็กชายอายุเจ็ดขวบเขย่าพี่ชายตัวโตอย่างแรงเมื่อเห็นว่าไม่เป็นผล 

 

"นะ นะ นะ พี่ชางมินตื่นได้แล้ว"

"..."


"น๊า พี่ชางมิน" เสียงหวานเอ่ยอย่างออดอ้อน มือเล็กหยิกแก้มคนขี้เซาบิดไปบิดมาจนคนตัวโตเริ่มรำคาญ สะบัดหันหน้าหนีพร้อมคลุมโป่งอีกชั้นเป็นเกาะป้องกัน



"พี่ชางมินใจร้าย!"


"..."


"ผมไปเล่นกับชอลยงก็ได้ ฮึ่ย!" 


"เฮ้ย! พี่ตื่นแล้วๆ" คนขี้เซากระเด้งตัวออกจากนวมผ้าห่มทันทีทีร่างบางเอ่ยชื่อเพื่อนสนิทตน เองออกมา มือหนาคว้าข้อมือของน้องชายไว้ไม่ให้ไปหาชอลยง




"นี้มินโฮ นายอย่ายุ่งกับชอลยงมากนะ" ชางมินพูดขณะตักข้าวต้มเข้าปาก มินโฮละความสนใจจากยอดมนุษย์เรนเจอร์ห้าสีที่กำลังต่อสู้กับพวกสัตว์ประหลาด ทางทีวี


"เขาเป็นเพื่อนผม จะให้ผมไม่ยุ่งกับเขาได้ไง" มินโฮหน้ามุ่ยเมื่อชางมินเริ่มทำตัวงี่เง่าแต่เช้า 



"ก็พี่ไม่ชอบ ทุกครั้งที่นายไปกับเจ้านั้น นายก็มีบาดแผลกลับมาตลอด!" ชางมินกระแทกช้อนลงบนจานข้าว จนคุณนายชิมต้องหันมาดุลูกชายตัวเอง 


"พี่ชางมินอา.. ผมจะไม่ทำแล้วนะ ไปเล่นกันนะ นะ นะ" มินโฮปิดทีวีลงแล้วลากพี่ชายตัวโตออกจากบ้านไป

 

 

 

เช้าประมาณเจ็ดโมงในหมู่บ้านอันแสนสงบ พี่ชายตัวสูงจูงน้องชายต่างสายเลือดเดินไปที่ที่พวกเขาชอบไปเล่นด้วยกัน สายลมอ่อนๆตอนเช้าของฤดูร้อนทำให้น้องชายรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ 

ต้นไม้ ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มเย็นไปทั่วริมลำธารเล็กๆที่ไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน ที่แห่งนี้พ่อของชางมินเคยพาเขามาตกปลาบ่อยๆ แต่หลังจากพ่อของชางมินต้องไปทำงานที่เมืองหลวง ชางมินเลยใช้เป็นที่ลับของเขากับมินโฮเท่านั้น

 

 

"พี่ชางมิน วันนี้น้ำใสมากเลย!" มินโฮชะโงกหน้ามองลำธารด้วยความตื่นเต้น


"อย่าเข้าไปใกล้นักซิ!" 


"พี่ชางมินอา.. ผมไม่ได้เข้าไปใกล้เลยซักนิ๊ดอ่ะ" 

 

"พี่เห็นอยู่ นายอย่ามาเถียงซะให้ยาก" ชางมินบอกอย่างหงุดหงิด มินโฮชอบทำอะไรให้เขาหนักใจอยู่เรื่อย เห็นหน้าตาน่ารักขนาดนี้ แต่ก็แสบไม่ใช่เล่น บางทีเขาต้องไปช่วยเคลียร์เรื่องที่มินโฮไปต่อยกับเด็กผู้ชายในหมู่บ้าน และนั้นก็ทำให้ชางมินหนักใจไม่น้อย

 


"พี่ชางมิน~ ขี่จักรยานได้ไหมอ่า?" 

"นายจะขี่หรอ?"

"อือ!"

"แต่คันนี้มันเก่าแล้วนะ เฮ้ย เดี๋ยวนะ!" ชางมินวิ่งหายไปในโรงเก็บของเก่าๆ ก่อนจะออกมาพร้อมกับจักรยานใหม่ของหนึ่ง 

"คันนี้โอเคกว่า อ่ะ" 

 

มินโฮรีบขึ้นขี่จักรยานอย่างรวดเร็ว ชางมินยิ้มบางๆให้น้องชายตัวดี มินโฮรีบถีบจักรยานออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พี่ชายต้องวิ่งตามไปคุมน้องชาย 

ชางมินวิ่งตามมินโฮไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่ามินโฮเริ่มถีบเร็วขึ้น น้องชายยิ้มเยาะมีความสุขที่ได้แกล้งชางมิน  บ้าหรือเปล่า ตามเขามาอยู่ได้.. 

 


"นี้มินโฮ ขี่ช้าๆหน่อยไม่ได้หรือไง?" ชางมินเริ่มหอบแรงขึ้นเรื่อยๆ

"พี่นั้นแหละ ตามผมอยู่ได้" 

"นี้ นาย ขี่ช้าๆหน่อย เดี๋ยวก็แหกโค้งคางแตกเหมือนคราวที่แล้วหรอก!"  ชางมินนั่งลงบนพื้นถนน หอบรั่วๆเป็นสัญญาณว่าร่างกายเขาไม่ไหวแล้ว 


เอี๊ยดดดด ตุ้บ! 

 

"มินโฮ!!!" 


-------------------------


เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเปลี่ยนสภาพจากเด็กแว๊น(?)เป็นผู้ประสบอุบัติเหตุชั่วคราว โดยมีสารถีสุดหล่อเป็นพี่ชายต่างสายเลือดอย่างชิมชางมินเป็นผู้ขี่แทน ลมเบาๆพัดโดนแผลถลอกตามขาทำเอาผู้เป็นน้องอดน้ำตาซึมไม่ได้ ต่อให้เชวมินโฮคนนี้จะน่ารัก หรือจะอารมณ์ร้อนเอะอะก็จะไปต่อยชาวบ้านเขาลูกเดียว แต่ส่วนประกอบที่สำคัญของเชวมินโฮอีกอย่างคือ น้ำตา



เด็กผู้ชายคนนี้เกิดมาพร้อมกับน้ำตา 


และน้ำตาคือตัวปัญหาสำคัญที่เชวมินโฮไม่มีใครอื่นเลยนอกจากชิมชางมิน เขาไม่เคยมีเพื่อนจน
กระทั่งพฤติกรรมก้าวร้าวเช่นการชกต่อยทำให้เขามีพรรคพวกอยู่บ้าง แต่มันเป็นเพียงเกราะป้องกันความอ่อนแอในตัวเขา 

หลังจากเลิกเป็นลูกแหง่ เอะอะโดนใครแกล้งก็ร้องไห้ กลายมาเป็นเด็กที่เวลาโดนใครแกล้ง ต้องปล่อยหมัดเล็กๆเป็นของฝากบนใบหน้าคนแกล้งทุกที

แต่อย่างน้อยความอ่อนแอของเชวมินโฮก็ยังคงอยู่ และที่พิเศษไปมากกว่านั้นคือ มินโฮจะเผยความอ่อนแอต่อหน้าชางมินเท่านั้น


"บอกแล้วว่าอย่าขี่เร็ว ดื้อนักเรา" 

"ฮึก แผลแสบมากเลยอ่ะ ฮืออ" 

"ฮะฮ่าๆๆๆ"

"พี่ชางมินหัวเราะทำไมเล่า! ฮึก ฮืออ"

"ทำตัวเองแท้ๆ อย่าร้องนะ เดี๋ยวถึงบ้านเราแล้วจะทำแผลให้" 

"ฮือออ" มินโฮกอดพี่ชายตรงหน้าไว้แน่น ยิ่งลมพัดโดนแผลเมื่อไร มินโฮก็ยิ่งกอดชางมินแน่นเท่านั้น เพราะว่าแสบแผลแต่ไม่รู้จะระบายออกตรงไหน รัดพี่ชายจนตัวแทบปลิ้น 



ถึงมินโฮจะกอดตัวผมปลิ้น แต่ทำไมผมมีความสุขขนาดนี้นะ 



--------------------


"แผล เรียบร้อยแล้วจ้ะ" คุณนายชิมเก็บอุปกรณ์ทำแผลใส่กระเป๋าปฐมพยาบาลเรียบร้อย มินโฮกล่าวขอบคุณเบาๆ ชางมินคอยปลอบน้องตลอดเมื่อมินโฮแสบแผลขึ้นมา 


"อย่า ดื้อมากนักเรา คุณแม่เราเป็นห่วงนะ" มืออุ่นลูบผมเด็กชายตรงหน้า มินโฮพยักหน้าอย่างว่าง่าย เขารู้ว่าแม่ของเขาเป็นห่วงเขามากขนาดไหน ทุกๆวันพ่อแม่เขาต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า กลับบ้านก็ค่ำแล้ว ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยกับแม่พี่ชางมินมากกว่า 



"นี้ก็เที่ยงแล้ว แม่ทำคิมบับไว้พอดีเลย มินโฮอยู่กินก่อนนะ" 

"ขอบคุณคุณป้ามากนะครับ"

 


คิมบับ เริ่มหายลงไปในกระเพาะของชิมชางมิน ด้วยทักษะตะเกียบอันยอดเยี่ยมบวกพลังการเคี้ยวอันทรงพลังทำให้น้องชายได้แต่ มองคิมบับหายไปทีละชิ้นๆ 

 

"ทำไมไม่กินล่ะ?" เคี้ยวตุ้ยๆหันมาน้องชายที่นั่งจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ 

"พี่ชางมิน!"

"ช่วยไม่ได้เอง ก็นายมั่วแต่เหม่อเองหนิ" มินโฮแทบจะกระโดดต่อยหน้าชางมินให้รู้แล้วรู้รอดไป 
ชางมินวางตะเกียบลงเมื่อคิมบับชิ้นสุดท้ายถูกคีบเข้าปาก 

"พี่ชางมินอา!" 

"โอ๋ๆ นายนี้ขี้แยจริง" ชางมินเข้าไปปลอบน้องเมื่อมินโฮเริ่มเบะปากออก 



เห้อ... สาบานได้เลยว่านี้คือเด็กอายุเจ็ดขวบ 



"ไม่เป็นไรนะลูก ป้าทำเพิ่มอีกน่ะ" คุณนายชิมวางคิมบับชุดใหม่พร้อมสั่งลูกชายตัวดีห้ามแตะต้องอาหารของมินโฮ 

"อร่อยที่สุด!" มินโฮกินไปก็ยิ้มไป คิมบับชุดใหม่ก็หมดไปอย่างรวดเร็ว 


------------------------

 

มื้อเที่ยงแสนอร่อยจบลงพร้อมความวุ่นวายเล็กน้อย คุณนายชิมเตรียมแตงโมแช่เย็นใส่กล่องอาหารเล็กๆเตรียมไว้สำหรับลูก ชายกระเพาะยักษ์และลูกชายตัวเล็กๆอีกคนหนึ่ง

เงาต้นไม้ใหญ่ทอดลงพื้นหญ้า เด็กชายตัวเลึกรีบวิ่งไปจองพื้นที่ใต้ต้นไม้ วางกล่องแตงโมงลงก่อนจะหยิบขึ้นมาแทะ



"พี่ชางมินกินไหม?" มินโฮยื่นแตงโมชิ้นใหญ่ให้ชางมิน มือหนารับมาใส่ปากทันที 

"อร่อยดีเนอะ" 

"อืม"

"เจ็บแผลอีกไหม?"

"ไม่แล้วล่ะ"

"ตกปลากันไหม?"

"ไม่อ่ะ ผมตกไม่เป็น"

"..."

"..."

"มินโฮอา"

"หื้อ?"

"ทำไมเงียบ?"

"แล้วทำไมพี่พูดมาก?"

"ผมแค่.."  มินโฮวางเปลือกแตงโมลง ชางมินเขยิบเข้ามาใกล้น้องชายให้ใกล้ขึ้น 

"ผม แค่คิดว่าถ้าจบฤดูร้อนนี้ไป ผมก็คงไม่ได้เล่นกับพี่ชางมินทั้งวันแบบนี้แน่" เสียงหวานเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา ชางมินเอ่ยตอบด้วยเสียงเรียบนิ่ง

"ก็ดีหนิ ทุกวันนี้พี่ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ต้องมาคอยดูแลเด็กดื้อคนนี้" 



กึก



เด็กชายลุกขึ้นเต็มความสูง เขวี้ยงเปลือกแตงโมทิ้ง ชางมินได้แต่อึ้งกับการกระทำของน้องชาย มือหนาพยายามรั้งไว้แต่ก็ถูกสะบัดออก 

"มินโฮจะไปไหน" 

"เรื่องของผม" 





สักพักแล้วที่ชิมชางมินยังคงยืนอยู่ที่เดิม 

มินโฮวิ่งหนีเขาไปแล้ว... 

เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาล้อเล่นไปมันทำร้ายหัวใจมินโฮมากแค่ไหน

และที่แปลกไปกว่านั้น หัวใจเขาเมื่อเห็นมินโฮเดินจากไปมันช่างเจ็บเหลือเกิน..



-----------------------

 


"อ่าว หวัดดีมินโฮ" ชอลยงวิ่งเข้ามาทักทายมินโฮเมื่อเห็นเพื่อนตัวดีเดินเข้ามาในบ้านของเขา 

"อืม" 

"นายเป็นอะไร? ทะเลาะกับพี่ชางมินหรอ" ชอลยงถามขึ้น ปกติก็ไม่ค่อยมาหาเขาเท่าไร ถ้าจะมาหาก็คงมีแต่งอนพี่ชางมินนั้นแหละ 

"เปล่า นายมีอะไรสนุกๆทำไหม?" 

"หื้อ?"

"ฉันเบื่อขี่จักรยานแล้ว.." 

"ฉันมีอะไรสนุกๆมากกว่านั้นอยู่แล้ว" 



 


"นี้นายจะขโมยแอปเปิ้ลหรอ?!" มินโฮถามขึ้นเมื่อชอลยงพามาที่สวนแอปเปิ้ลแห่งหนึ่ง ตอนนี้เขาสองคนซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ๆกับสวน 

"นายคิดว่าฉันจะมาขโมยวัวหรือไง?"

"..."

"เดี๋ยวฉันจะให้นายขี่คอฉันไปเอาแอปเปิ้ลนะ" 

"อือ"

"ไปกันเถอะ"



ด้วย สัญชาตญานเด็กบ้านไร่อย่างเขาทำให้เขารู้ว่าต้นไหนสุกกำลังพอดี มินโฮเดินตามอย่างว่าง่าย ชอลยงทำมือเป็นสัญญาณว่าได้เวลาแล้ว มินโฮก้าวขาขึ้นบนไหล่ของซอลยง มือเล็กเด็ดแอปเปิ้ลทีละลูกๆ 



"นั้นใครน่ะ!!" เสียงผู้ดูแลไร่ดังขึ้น ชอลยงรีบวิ่งหนีป่าราบ มินโฮที่เสียการทรงตัวทำให้เขาตกลงบนพื้นอย่างแรง

"โอ้ย!"

"มินโฮเร็วเข้า!" 

"นะ นาย ทำฉันตกลงมา!"


"มิ นโฮเร็.." มือเล็กต่อยเข้าไปที่หน้าของชอลยง ใบหน้าเรียวหันไปตามแรงที่กระทำบนใบหน้า มินโฮลุกขึ้นกะจะไปซ้ำอีกสักครั้งแต่ก็โดนคนแยกออกก่อน 



"คุณชอลยง!" มือเล็กปิดรอยหมัดบนหน้า ผู้ดูแลไร่เข้ามาประคองคุณชายเล็กของบ้าน 

คุณ? นี้มันอะไรชอลยง?

"มันทำอะไรคุณชอลยง!"

"มะ ไม่มีอะไร ฉันผิดเอง"

"แต่มันต่อยคุณชอลยงนะครับ!"

"เอะอะอะไรกัน" คุณบังวิ่งเข้ามา ถึงกับผงะเมื่อเห็นสภาพลูกชายตัวเองและกองแอปเปิ้ลจำนวนหนึ่ง

"นี้นายขโมยของฉันหรอ!!" คุณบังหันมาตะคอกใส่หน้ามินโฮ ดวงตากลมเริ่มคลอไปด้วยน้ำตา แต่เขาจะร้องไห้ไม่ได้ เข้มแข็งไว้

"ผมไม่ได้ขโมย!"

"หลักฐานเห็นคาตา นายชื่ออะไรบอกมา!"

"พ่อครับ เขาไม่ได้ทำ ผมต่างหาก"

"เงียบไปเลยชอลยง! นายชื่ออะไร?!"

"..."

"ฉันถาม!" 

"มินโฮ!!" ชางมินหอบหน้าตาตื่นเมื่อมาเห็นสภาพมินโฮที่ไร้พี่ชายคอยปกป้อง มินโฮวิ่งเข้าไปกอดชางมินไว้แน่น คุณบังดึงมินโฮออกมาจากชางมินเมื่อมินโฮยังไม่ได้ตอบคำถามเขา 

"ชื่อมินโฮใช่ไหม? เข้ามาทำอะไรในนี้ รู้ไหมนี้มันไร่ของฉัน และทำไมถึงจะต้องทำร้ายลูกฉัน?!"

"ผะ ผม.."

"ผมผิดเอง" ชางมินแทรกขึ้นมา มินโฮหันไปมองพ่ีชายตัวโตที่ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้ซักนิด 

"ผมให้มินโฮขโมยแอปเปิ้ลเอง และที่เขาต่อยลูกชายคุณก็เพราะเขาจะมาทำร้ายมินโฮ ถ้าจะทำโทษ ทำผมอย่าทำมินโฮ" 

"ทำร้ายเรอะ?! ลูกฉันพยายามปกป้องของของเขาน่ะสิ! นายยอมรับผิดก็ดี ฉันไม่เอาเรื่องนายก็ได้ แต่อย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปจากที่นี้ง่ายๆ"


ชางมินเดินตามคุณบังหายเข้าไปในบ้านของคุณบัง มินโฮยืนรอน้ำตาคลออยู่ข้างนอกมีผู้ดูแลไร่คอยกำกับไม่ให้มินโฮไปไหน ส่วนชอลยงถูกคุณนายบังไปทำแผลแล้ว 


เป็นความผิดของเขาทั้งหมด.. 
พี่ชางมินผมขอโทษ.. 



"มินโฮกลับบ้านกัน.." ชางมินเดินออกมาพร้อมสภาพอิดโรย น้ำตาที่กลั้นมานานถึงกับไหลออกมาไม่หยุด 

"ร้องไห้ทำไม?" นิ้วเรียวเกลี่ยน้ำตาออกจากใบหน้าหวาน 

"ผะ ผมขอโทษ ฮือ ผมทำให้พะ พี่ชางมินเจ็บตัว ฮึก" 

"ฉันเต็มใจ"

"ฮึก ทำไมต้องรับผิดแทนผม"

"พะ พี่ไม่ต้องมาก็ได้ ฮือ"


ชางมินดึงมินโฮเข้ามากอดไว้ มือหนาลูบผมสีดำขลับของน้องชายเป็นเชิงปลอบ หน้าอกของเขาเริ่มชื้นขึ้นเป็นวงกว้าง มินโฮต้องร้องไห้หนักอย่างแน่นอน 


"ขะ เขาทำอะไรพี่"

"ไม่มีอะไรหรอก"

"เจ็บมากไหม?"

"ไม่ล่ะ นายน่ะเป็นอะไรไหม?"

"ไม่หรอก ถ้าเทียบกับพี่ชางมิน"

"อืม กลับบ้านกัน นี้เย็นแล้ว"

 

ชางมินจูงมือมินโฮออกมาจากสวนนั้น ถึงแม้เขาจะเจ็บแผลที่ขาเหลือเกิน แต่เพื่อมินโฮแล้ว เขาทนได้ น้ำตามินโฮหยุดแล้ว ชางมินก็เริ่มยิ้มออก 

อาหารมื้อเย็นที่บ้านชางมินเรียบร้อยแล้ว คุณนายชิมเตรียมโต๊ะไว้รอลูกชายสองคน ชางมินเข้าไปในบ้านและเริ่มต้นกินข้าวทันทีเพื่อไม่ให้แม่เขาสงสัย มินโฮเองก็เช่นกัน บรรยากาศบนโต๊ะดูไม่ค่อยร่าเริงเท่าไร

วันนี้มินโฮไม่อยากกลับบ้านขอค้างที่นี้กับพี่ชางมิน มินโฮเดินไปหยิบข้าวของออกจากบ้านตัวเองมาวางไว้ที่ห้องพี่ชาย ชางมินเดินออกมาจากห้องน้ำสภาพเหนื่อยกว่าทุกวัน มินโฮวิ่งลงไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลขึ้นมา ก่อนจะทายาที่ขาของชางมิน

 

"ขอบใจนะมินโฮ" 

"ไม่เป็นไรครับ"

"มินโฮ พี่ขอโทษ.." 

"ขอโทษเรื่องอะไร?"

"ตอนบ่ายที่พี่บอกว่าเหนื่อยที่ต้องดูแลเด็กอย่างนาย" 

"พี่เหนื่อยใช่ไหมล่ะที่ต้องมาดูแลเด็กอย่างผม"

"..."

"พี่เหนื่อยใช่ไหมที่ต้องมาตามรับผิดแทนผม"

"..."

"พี่เหนื่อยใช่ไหมที่จะต้องอยู่กับผม"

"มะ มินโฮ"

"แต่พี่ก็ยังทำ ฮืก" 



ของ เหลวสีใสไหลอาบแก้มเนียนเป็นทาง มือบางปาดออกอย่างลวกๆ เสียงสะอื้นที่ดังขึ้นทำเอาคนตรงหน้าต้องดึงเข้ามากอดไว้แนบอก มินโฮกอดพี่ชายแน่นขึ้น

 

"ฮืออออออออออ" 

"หยุดร้องได้แล้วหน่า"

"ฮึก ฮือออ"

"ที่พี่ทำไปก็เพราะว่าพี่เต็มใจทำ"

"พี่ไม่เบื่อหรอ?"

"จะเบื่อได้ยังไง พี่.."

"พี่..อะไร?"

"แค่เป็นห่วงนาย เราเป็นพี่น้องกันหนิ!"

 

ชางมินยิ้มกว้างให้มินโฮ มินโฮก็ยิ้มตาม ชางมินเลือกที่จะเก็บคำว่า'รัก'ไว้แล้วรักษามิตรภาพที่ดีแบบนี้ต่อไป และถ้าหากเขาพูดมันออกไป เกิดวันข้างหน้ามันไม่เหมือนกับวันนี้ เขาอายุยังน้อย อาจจะเป็นเพราะความเป็นเด็กที่ไม่รู้ว่าอะไรคือความเป็นห่วงใย หรือ ความรัก กันแน่? 

มินโฮหลับคาอ้อมกอดเขาไปแล้ว วันหนึ่งวันผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเลแทบจะเอาตัวกันไม่รอด แผลที่ขาของเขาถูกรักษาอย่างดีโดยคุณหมอในอ้อมกอด และนั้นก็ทำให้เขามีความสุขก่อนนอน 

 

 


"ราตรีสวัสดิ์นะมินโฮ"

----------------------------

 


แก๊งค์ แก๊งค์~ 

เสียงลูกตุ้มกระทบกับระฆังทองเหลืองขนาดใหญ่ประจำโบสถ์สีขาวอันบริสุทธิ์ ท่ามกลางฤดูใบไม้พลิอันหอมหวาน พิธีแต่งงานของลูกสาวคนโตตระกูลบังคับคั่งไปด้วยผู้คน คุณบังยิ้มแก้มแทบปริเมื่อลูกสาวของเขากำลังเป็นฝั่งเป็นฝา แขกในงานเริ่มทยอยเข้าไปในตัวโบสถ์แล้ว เหลือเพียงเด็กหนุ่มสองคนยืนอยู่ข้างนอกตัวโบสถ์ 


"ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่ได้อยากเข้าร่วมพิธีซะหน่อย!" เชวมินโฮบ่นอุบอิบเมื่อบังชอลยงเดินมาบอกเขาว่าคุณบังไม่ต้องการให้เขาและ พี่ชางมินเข้าร่วมพิธีนี้ เพราะยังคงเกลียดหน้าเขาสองคนอยู่ ทั้งๆที่ชอลยงเป็นคนชวนสองคนนี้

"เฮ้ย! เบาๆ!" ชอลยงปิดปากมินโฮ เมื่อมินโฮอ้าปากจะด่าต่อ 

"ไม่เป็นไรครับน้องชอลยง"  ชางมินตบบ่าชอลยงสองสามที หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นชอลยงทำตัวดีขึ้น แม้ว่าคุณบังจะไม่ต้องการให้ชอลยงยุ่งกับพวกเขามากเท่าไรนัก 

 



และเรื่องในวันนั้นสรุปคือ บังชอลยง จำเขตไร่ของบ้านตัวเองไม่ได้.... 

ทำเอามินโฮแทบกระโดดถีบเมื่อรู้เข้า

 


"แต่งตัวเสียเที่ยวจริงๆเลย ฮึ่ยยย" 

"บ่นเป็นยายแก่ไปได้ นายนี้!"

"เงียบไปเลยพี่ชางมิน!"

"ฮะฮ่าๆๆๆ"

"เหอะ พี่ชางมินอา" 


เสียงประตูโบสถ์เปิดออกพร้อมแขกมากมายร่วมแสดงความยินดีกับคู่สามีและภรรยาคู่ ใหม่ กลีบกุหลาบสีชมพูกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ มินโฮจ้องอย่างสนใจ ทั้งชีวิตของเขาไม่เคยได้เห็นงานอะไรแบบนี้สักเท่าไร พ่อแม่ของเขาก็มั่วแต่ทำงาน มีเพียงพี่ชางมินเท่านั้นแหละ ที่คอยเปิดโลกกว้างให้กับเขา 


"สวยจัง.." 

"หื้อ?"

"พี่ชางมิน เจ้าสาวสวยจัง" 

"อืม" 

"ช่อดอกไม้นั้นใหญ่มากเลยอ่ะ!" มินโฮชี้ช่อดอกไม้ใหญ่ในมือเจ้าสาวให้พี่ชายดู ดอกไม้นานาชนิดที่ถูกจัดอย่างสวยงามถูกโยนขึ้นบนอากาศก่อนจะถูกคว้าไปหนึ่งในแขกนั้น

"พี่ชางมิน เขาโยนทำไม?" 

"ก็มันเป็นประเพณี เจ้าสาวจะโยนช่อดอกไม้ให้หนึ่งในผู้โชคดี ใครได้รับไปเขาว่ากันว่าจะได้แต่งงานเป็นคู่ต่อไป" 

"จริงเหรอ?!"

"จริงสิ"

"ผมอยากโยนบ้างจัง!" เด็กเจ็ดขวบบอกกับพี่ชายด้วยรอยยิ้ม ชางมินอึ้งไปกับคำพูดของมินโฮ  แต่ดูเหมือนมินโฮจะไม่รู้เรื่องอะไร 

"..."

"พี่ชางมินเงียบทำไม? อยากโยนล่ะสิ" 

"เฮ้ย! ไม่ใช่ซะหน่อย"

"คิคิ"

"นายจะโยนได้ยังไง เจ้าบ่าวยังไม่มีเลย" 

"อ่าว ต้องมีเจ้าบ่าวด้วยเหรอถึงจะโยนได้?" ชางมินกุบขมับตัวเอง โอ้ย.. 

"ก็ต้องมีน่ะสิ"

"งั้นผมไปหาเจ้าบ่าวก่อนนะ"

ชางมินหันควับ อึ้งกับคำพูดของมินโฮจนพูดอะไรไม่ออก

"มินโฮอา! นี้คิดว่าเจ้าบ่าวมันหาง่ายขนาดนั้นเลยหรือไง คิดว่าจะเดินดุ่มๆออกไปหาตามท้องถนนงั้นหรอ" น้ำเสียงประชดบวกติดตลกหน่อยๆ  คำพูดของมินโฮมันวนเวียนในหัวเขาแทบบ้า ไม่อยากจะเชื่อว่ามินโฮจะพูดเหมือนเจ้าบ่าวมันหาง่ายนัก! ทั้งๆที่คนที่อยากจะเป็นนั่งอยู่ข้างแล้วไงโว้ยยยย (?)

"อ่าว ไม่ใช่ใครก็ได้เป็นเจ้าบ่าวได้หรอกเหรอ?"ชางมินกุบขมับเป็นรอบที่ร้อยของวัน  

"นี้มินโฮ ฟังพี่นะ" ถอนหายใจก่อนจะเริ่มต้นพูด

"คนสองคนที่จะแต่งงานกัน ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะมาแต่งงานกันได้ มินโฮรู้ไหมว่าคนสองคนนั้นต้องมีสิ่งหนึ่งก่อนถึงจะแต่งงานกันได้"

"มันคืออะไร?"

"รัก"

"รัก?"

"ใช่ คนสองคนต้องรักกันถึงจะแต่งงานกันได้ เหมือนที่แม่มินโฮรักพ่อมินโฮไงและก็เหมือนที่พ่อพี่รักแม่พี่เหมือนกัน"

 



"แล้วมินโฮกับพี่ชางมินเขาเรียกว่ารักหรือเปล่า?"  

 


ประโยคคำถามธรรมดาที่ไม่ธรรมดาสำหรับชิมชางมินถูกถามโดยเด็กชายข้างหน้า มันเป็นประโยคที่ค้างใจเขามานาน และไม่สามารถหาคำตอบอธิบายคำตอบและความรู้สึกของตัวเองได้ มือเล็กสะกิดแขนพี่ชายเมื่อเห็นว่าชางมินนิ่งเกินไป 


"แล้วมินโฮคิดว่าไง?" 

 


"ผมรู้สึกดีเวลาพี่คอยเป็นห่วงผม เหมือนที่แม่เป็นห่วงพ่อ ผมรู้สึกแย่เวลาเห็นพี่เจ็บปวด ก็เหมือนที่พ่อเห็นแม่เจ็บปวด" 

"..."

"ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปกับพี่ชางมินเหมือนที่พี่ของชอลยงไปกับแฟนของเขา.."

"มินโฮ.."


"ผมจะใช้คำว่ารักกับพี่จะได้ไหม?"


ประโยคคำถามอีกประโยคทำเอาคนตัวโตคิดไม่ถึง ทุกสิ่งที่มินโฮพูดมามันก็ถูกทุกอย่าง



เขารู้สึกเป็นห่วงทุกครั้งที่มินโฮอยู่ห่างจากเขา

เขารู้สึกเจ็บแทนทุกครั้งที่น้ำตาไหลออกมาดวงตากลม

ชิมชางมินรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่อยู่กับเชวมินโฮ 



ชางมินปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรู้สึกทุกอย่างที่เขามีให้กับมินโฮมันไม่ได้ต่าง อะไรไปกับที่พ่อกับแม่มีให้กัน และอาจจะเป็นความรู้สึกที่มินโฮมีให้กับเขาด้วยเช่นกัน เพียงแต่สถานะและอายุของเขามันทำให้คำว่ารักของเขามันต่างออกไปจากพ่อแม่ เท่านั้น 


สถานะในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับความคลุมเครือ

 

"พี่รักมินโฮนะ" วงแขนกว้างรวบตัวน้องชายเข้ามาในอ้อมแขน หัวกลมซุกลงตรงไหล่ ก่อนจะกอดตอบด้วยเช่นกัน 

"รัก'น้องชาย'คนนี้ที่สุดในโลกเลย"







"ผมก็รักพี่ชางมินเหมือนกัน"



------------------------

 


ท้องฟ้ามืดครึ้มอีกแล้ว.. 


ครืด ครืด



ลม พายุเริ่มโหมกระหน่ำซัดบานหน้าต่างกระแทกกับขอบหน้าตา เม็ดฝนสาดใส่เสื้อผ้าที่ถูกตากไว้ข้างนอกจนเปียกชุ่ม คุณนายชิมรีบวิ่งไปเก็บเสื้อผ้าให้รอดพ้นจากความเปียกชื้น ก่อนจะหันมาสนใจกับหม้อกิมจิกิเจของลูกชายคนเดียวที่ทำเป็นพิเศษเนื่องใน วันนี้ลูกของเธอจะกลับบ้านในรอบห้าปี 



"แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว" ชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าโผกอดแม่ตัวเองด้วยความคิดถึง ช่วงเวลาห้าปีที่ต้องห่างบ้านเกิดไปศึกษาต่อต่างประเทศทำให้เขาคิดถึงอ้อม กอดของแม่ที่สุด 

"แล้วพ่อล่ะครับ?" 

"พ่อไปซื้อของมาเลี้ยง ฉลองลูกกลับบ้านไง นั่งลงสิจ้ะ" ผู้เป็นแม่จัดแจงโต๊ะอาหารให้เข้าที่ หม้อกิมจิกิเจวางลงตรงกลางโต๊ะ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว เรียกความหิวจากคนที่ห่างไกลอาหารพื้นเมืองตัวเองได้อย่างดี 

มื้อ อาหารเย็นเริ่มขึ้นเมื่อคุณชิมซื้อของมาฉลองลูกชายคนเดียวของบ้านกลับมา คำถามมากมายถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นให้ถามไถ่ถึงชีวิตความเป็นอยู่ในต่างดิน แดน แต่นี้ก็ไม่ไช่ครั้งแรกที่เขาได้คุยกับครอบครับแบบนี้ เพราะอย่างน้อยเทคโนโลยีสมัยนี้ ทำให้ความคิดถึง ความห่วงใยถูกส่งไปง่ายขึ้น แต่นี้เป็นครั้งแรกที่ชิมชางมินได้มานั่งกินข้าวกับครอบครับแบบนี้ต่างหาก 

"คุณดูสิ ลูกชายของเรายิ่งโตยิ่งหล่อนะ" 

"ก็มันแน่อยู่แล้ว ยิ่งโตยิ่งเหมือนผมน่ะว่าไหม"

"ชางมิน มีแฟนยังลูก?" 

พรู่ดด

กิมจิกิเจถูกพ่นออกมาเมื่อคำถามที่เขาหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดถูกยกขึ้นมาถามอีกครั้ง 

"ไม่อร่อยเหรอลูก?"

"ไม่ใช่ครับแม่ มันอร่อยมากๆเลยแหละ"

"แล้วเรามีแฟนยังหื้ม? ลูกแม่น่าจะขายออกบ้างล่ะ อย่างน้อยต้องมีสาวๆฝรั่งมากรี๊ดแน่นอนเนอะคุณ"

"โธ่คุณ ท่าทางอยากจะได้ลูกสะใภ้เป็นฝรั่งมากนะ" 

"แหม่ ก็ลูกเราออกจะหล่อขั้นเทพ"

"แม่ครับ..." 

"ฮ่าๆ แม่ล้อเล่นน่ะ" 

"เออแม่ครับ"

"ว่าไงจ้ะ?"

"มินโฮล่ะ?"






พายุผ่านไปแล้ว แต่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่าจะมีอีกลูกเคลื่อนผ่านคาบสมุทรเกาหลีในอีกสาม สัปดาห์ หากโชคดีหน่อยก็อาจจะลดระดับความรุนแรงลง เฮ้อ โลกนี้เปลี่ยนแปลงขึ้นทุกที 

สองขายาวพาตัวเองมาหยุดที่หน้าบ้านอัน คุ้นตา มือเรียวกดกริ่งเป็นมารยาทรอบุคคลที่คิดถึงตลอดเวลาโผล่หน้าออกมา แต่กลับเป็นผู้หญิงร่างท้วมออกมาต้อนรับแทน 

 

"อ่าว ชางมินเหรอลูก สูงขึ้นเยอะเลยนะ"

"สวัสดีครับน้ามินอา มินโฮอยู่ไหมครับ?"

"ไม่อยู่จ้ะ วันนี้มินโฮออกไปทำงาน ประมาณห้าโมงเย็นถึงจะกลับจ้ะ"

"ขอบคุณมากๆนะครับ"

 


ลม แรงพัดเอาใบไม้ปลิ่วทั่วถนนคอนกรีตใหม่ค่อนข้างใหม่ เมื่อก่อนยังเป็นถนนดินแห้งๆ หมู่บ้านแห่งนี้เปลี่ยนไปมากจากเมื่อก่อน ก่อนเขาจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศด้วยน้ำพักน้ำแรงของพ่อ จากตำแหน่งเล็กๆในบริษัทชั้นนำของเกาหลี สู่ตำแหน่งใหญ่โตพ่วงผู้ถือหุ้น จึงหวังให้ลูกชายเข้ามาทำงานต่อจากเขา แม้ว่าตำแหน่งและสถานะการเงินจะใหญ่ขึ้นแต่บ้านยังคงอยู่ที่เดิมด้วยเหตุผล ว่าเขาเป็นคนติดดินและไม่อยากให้ครอบครัวไปทนแออัดในเมือง 

ตึกรามบ้านช่องเปลี่ยนไปมาก มีทั้งคนรู้จักและไม่คุ้นตาแวะทักทายเขาตลอดทางที่เดิน นี้คงเป็นเสน่ห์แห่งบ้านนอกที่แท้จริงสินะ 



"นั้นพี่ชางมินใช่ไหม?" 

"ชอลยง?" 

"โธ่พี่ เลิกเรียกผมด้วยชื่อนั้นเหอะ ผมมีร์ต่างหาก" 

"ฮ่าๆ"



เด็ก ชายลูกเจ้าของไร่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งหยอกล้อกับพี่ชายตัวสูงด้วยความคุ้น เคย มีร์ หรือ ชอลยงในวันนั้นในความทรงจำของชางมิน มันเป็นคนละคนกับคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิญโดยเฉพาะความรูปร่างและ หน้าตา 



มันชวนให้นึกถึงคนอีกคนว่าจะเปลี่ยนไปขนาดไหนกันเชียว..

 

มีร์ รับหน้าที่ดูแลไร่สองในห้าส่วนของทางบ้านต่อจากคุณบัง เรื่องราวมากมายมีให้เล่าให้ถามตลอดทาง รถแทรคเตอร์สีเขียวขับเคลื่อนพาพี่ชายตัวสูงมาส่งที่ร้านขายดอกไม้แห่งเดียว ในเมือง วันนี้ลูกค้าค่อนข้างบางตาเหมือนทุกๆวัน 

 


"ร้านนี้หรอ?" ชางมินหันไปถามรุ่นน้องหนุ่มหมวกฟาง 

"ใช่พี่ ร้านนี้"

"ร้านดอกไม้เนี้ยนะ?"

"ถูกต้องครับผม!" 

"ขอบคุณมากมีร์" 

"บ่ เป็นหยังเด้อ" เอ่ยคำตอบรับสไตล์บ้านนาก่อนจะขับรถแทรกเตอร์กลับไปดูแลเรือกสวนไร่นาของตัว เอง ร่างสูงยืนพิจารณาร้านเล็กๆนั้นด้วยความไม่คุ้นตา 

สงสัยจะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน

เสียงกระดิ่งดังขึ้น เถ้าแก่หันมามองลูกค้าคนใหม่ด้วยรอยยิ้ม กลิ่นดอกไม้หอมอบอวลไปทั่วร้าน

"มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?"

"มินโฮ เชวมินโฮเขาอยู่ที่นี้ใช่ไหมครับ?"

"ใช่ครับ มินโฮไม่ได้ส่งดอกไม้ให้คุณตามกำหนดเหรอครับ?"

"อ่อไม่ใช่ครับ ผมมาหาเขาน่ะ"

"เขาออกไปจัดดอกไม้ที่โบสถ์น่ะ พอดีวันนี้มีงานพอดี คุณลองไปดูที่นั้นก็ได้ครับ" 






"ช่อดอกไม้ได้หรือยัง กลีบกุหลาบเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ตรงนี้มันน้อยไป นี้! เอามาเพิ่มตรงนี้หน่อยสิ! งานนี้จะต้องเพอร์เฟ็กต์ที่สุด!" เสียงแหลมเล็กดังขึ้นไม่หยุดหย่อน มินโฮวิ่งวุ่นเตรียมดอกไม้ไม่ทัน สารพัดจะงานดอกไม้ เขามีสองมือนะ ไม่ใช่ทศกัณฑ์ถึงจะมีสิบมือ 



"ดอกไม้พวกนี้มันจะเหี่ยวไหม โอ้ย ฝนจะตกไหมเนี้ย!" 

"หยุดพูดเหอะที่รัก เดี๋ยวเจ้าสาวฉันก็ไม่สวยสิ"

"หยุดเลยยูชอน ฉันอยากให้มันเพอร์เฟ็กต์เข้าใจ?"

"แค่ฉันได้เห็นเอสไลน์นาย ฉันก็มีความสุขที่สุดแล้ว"

"ไอบ้า!" 



งาน แต่งงานปาร์คยูชอนและคิมจุนซูต้องออกมาเพอร์เฟ็กต์ให้สมกับลูกชายคนโตของ ฟาร์มไก่และลูกสาว(?)คนเล็กร้านขนมจีบ ดอกไม้ทยอยเข้าที่เข้าทางจนเกือบจะสมบูรณ์ ขาดก็เพียงช่อดอกไม้ของเจ้าสาวที่มินโฮลืมเอามานี้แหละ 


"มินโฮ! ช่อดอกไม้พี่อยู่ไหนนนนนน?" 

"เดี๋ยวผมโทรไปหาที่ร้านให้นะครับ"

"นี้จุนซู ไปแต่งตัวเหอะ"

"ไม่มีทาง ฉันอยากเห็นช่อดอกไม้"

"เดี๋ยวมินโฮก็เอามาให้หน่า ใจเย็นๆ"

"ฉันใจร้อนหนิ!"

"ครับ ปาร์คยูชอนรู้ แต่ตอนนี้เถิกปาร์คจะเพิ่มขึ้นถ้าจุนซูยังไม่ไปแต่งตัวนะครับ"

"เถิกนายมันจะเพิ่มขึ้นอีกหรอ แค่นี้ก็แย่แล้ว!"

"ไปแต่งตัวเห๊อะ ถือว่าปาร์คขอร้อง" 

"โอเค ไปก็ได้" 

มินโฮเหลือบมองเห็นรถกระบะประจำร้านพอดี สองขาวิ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ช่อดอกไม้เจ้าสาวถูกส่งมาทันใจคิมจุนซูพอดี มินโฮรับดอกไม้และกล่าวขอบคุณด้วยความเร่งรีบ 

ห้องแต่งตัวถูกเปิด ออกพร้อมช่อดอกไม้สวยสดถึงมือเจ้าสาว ดอกไม้โปรดนานาพรรณถูกรวมมาอยู่ในช่อนี้แล้ว ผู้ดูแลเจ้าสาวจ่ายค่าจ้างให้เขาและเดินมาส่งเขาที่รถ แม้ว่าเขาจะรับเชิญให้มาร่วมงานนี้ด้วย แต่วันนี้เขามีนัดพิเศษนิดหน่อย รถกระบะสีแดงเคลื่อนตัวออกจากโบสถ์อย่างเร่งรีบให้ทันนัดพิเศษที่ว่า



"ฮาร่า รอนานไหม?"

คนมาใหม่ถามหญิงสาวที่นั่งรอเขาอยู่ มินโฮก้าวไปนั่งตรงข้ามกับฮาร่า พร้อมสั่งเครื่องดื่มเล็กน้อยมาช่วยเสริมบรรยากาศให้'เดท'นี้ดีขึ้น 

"ขอโทษทีนะ ไปจัดดอกไม้ที่โบสถ์มา" 

"มะ ไม่เป็นไรมินโฮ เรารอได้"

"ขอบใจนะ ฮาร่า ผมมีของจะให้" 

 

มินโฮยื่นกล่องของขวัญสีชมพูให้หญิงสาวที่เขารักยิ่งกว่าใคร ของขวัญครบรอบสองปีที่คบกัน ฮาร่ารับมาเปิดออก สิ่งที่อยู่ภายในเป็นของขวัญทำมืออันเล็กๆ ตุ๊กตาหมีผูกโบว์สีชมพูแนบการ์ดคำรักหวานๆ 

 


"มันอาจจะไม่ดีมาก แต่ผมตั้งใจทำให้ฮาร่านะ"

"มินโฮ.. คือ" 

"มันไม่สวยหรอ?"

"ฮาร่ามีเรื่องจะบอก.."

"มันสวยมากเลยใช่ไหมล้า?"

"ฮาร่าจะแต่งงาน"







ซ่า... 

ท้องฟ้ากลางคืนเต็มไปด้วยเมฆฝน สายฝนสาดลงมาไม่เกรงใจใคร ลมพายุพัดโหมจนร้านโต้รุ่งหลายร้ายต้องปิดทำการ อย่างน้อยฝนก็ตกหลังงานแต่งงานของปาร์คยูชอนและคิมจุนซู ทั้งสองคนนั้นมีความสุขกันดีหลังจากผ่านช่วงเวลาสำคัญไป แต่กับเขามันช่างต่างราวกับฟ้ากับเหว 

ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารักมากคน หนึ่งจะแต่งงานกับคนที่เธอรักมานานมากกว่าเขา คนที่พ่อแม่เห็นสมควร คนที่สามารถปกป้องเธอได้ดีกว่าเขา คนที่ไม่ได้เข้มแข็งแค่ภายนอก คนที่เป็น'ตัวจริง'มาตลอด 

มือเรียวจรดเครื่องดื่มแอลกฮอลล์เข้าปาก ด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะคว้าคอเสื้อของชายหนุ่มผู้เป็นตัวจริง หมัดหนักๆกระแทกใบหน้าหล่อเข้าอย่างจัง 

 


"มึงก็แค่ตัวสำรอง!" 

ผลัก 

ใบหน้าซ้ายถึงกับร้าวเมื่อคนตรงหน้าแลกหมัดกลับมา ทั้งสองคนตะลุมบอมอย่างไม่มีไครยอมใคร ผู้คนแถวนั้นเริ่มแตกตื่น สุดท้ายเชวมินโฮก็ลงไปกองบนพื้น

"แม่งขี้แพ้ว่ะ!"

"เสียเวลาชิบหาย คนอย่างแกไม่มีวันที่ฮาร่าเขาจะสนใจหรอก!!"

ขา ยาวอัดย้ำช่วงท้องของเขาอีกครั้ง สองมือกุมท้องด้วยความเจ็บปวด แผลทั้งใบหน้า ทั้งตัว ก็สู้แผลในใจที่เกิดขึ้นไม่ได้ หัวใจที่บอบช้ำจากการไร้คนรักก็ไม่รู้จะเต้นต่อไปเพื่อใคร ยิ่งความจริงเข้ามาตอกย้ำก็ทำให้แผลมันลึกมากขึ้น 

ช่วงเวลานี้ไม่มี ใครสนใจเขาสักคน เหลือแต่ตัวคนเดียวกับพื้นเปียกอันว่างเปล่า ฝนเทลงมาเหมือนพยายามปลอบโยนคนข้างล่าง สองมือดันตัวเองขึ้นแต่ก็ทนขีดจำกัดตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ได้มือหนามาช่วยพยุง

 


"แม่นายมาสั่งให้ฉันรับเด็กดื้อกลับบ้านได้แล้ว"

"พะ พี่ชางมิน.."

"นายไม่เปลี่ยนไปเลยนะ" 

"กะ กลับมาแล้วเหรอ ฮือ"

มินโฮซุกหัวลงบ่าของพี่ชายแน่นก่อนจะปล่อยโฮใหญ่ๆออกมาเพิ่มความชื้นแชะที่ เสื้อ ชางมินยืนปล่อยให้มินโฮระบายความเจ็บปวดนั้นออกมา ฝนค่อยๆตกหนักขึ้นเรื่อยๆเหมือนจะเป็นช่วยชำระความเจ็บปวดของคนสองคนให้หาย


เจ็บ ที่ได้รู้ความจริง 
เจ็บ ที่ได้เห็นน้ำตาอีกคน



คืนนี้เป็นคืนแรกในรอบห้าปีที่มินโฮขอค้างบ้านชางมิน ข้าวของระเกะระกะของชางมินอัดแน่นเต็มที่ ส่วนใหญ่ก็เป็นของชางมินที่ยังอยู่ในสภาพเดิมเมื่อห้าปีที่แล้วกับกระเป๋า เดินทางใบใหญ่กินพื้นห้องไปสองในสาม เตียงนอนชางมินก็เล็กเกินไปสำหรับเขาและมินโฮ ถ้าเป็นเมื่อสิบห้าปีที่แล้วยังพอไหว แต่ตอนนี้คงต้องนอนเบียดกันโดนปฏิเสธไม่ได้

ชางมินหยิบอุปกรณ์ปฐม พยาบาลเบื้องต้นออกมา แผลต่างๆบนใบหน้าได้รับการรักษาอย่างดีจากร่างสูง ไม่มีบทสนทนาใดใดหลุดออกจากปากคนตัวเล็ก และชางมินก็ไม่อยากจะถามให้มินโฮรู้สึกแย่มากกว่าเดิม 

เพราะเขาก็รู้สึกแย่ไม่แพ้ไปกว่าคนตรงหน้า 

ชางมินเอื้อมมือไปปิดโคมไฟหัวเตียง เด็กชายในวันวานกลับมาสู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง มินโฮซุกหัวกลมลงบนหน้าอก จนคนตัวโตแอบยิ้มไม่ได้ กดจูบเบาๆลงกลุ่มผมสีดำสนิท คนตัวเล็กไม่ได้เปลี่ยนไปมากเท่าไรด้วยซ้ำ.. 

ความจริงคือไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด 

 

 

 

"ราตรีสวัสดิ์นะมินโฮ"



----------------------

 


พายุเข้าอีกแล้ว... 

เปรี้ยง! 

เสียงฟ้าร้องจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ฝนโปรยปรายลงมาบวกกับบรรยากาศที่ขุ่นมั่วช่างเข้ากับความรู้สึกของเชวมินโฮได้อย่างดี 

สายฟ้ามันช่างผ่าลงมาตรงกลางใจได้จังหวะพอดีจริง! 

เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์แล้วที่ชีวิตเชวมินโฮไม่มีผู้หญิงที่ชื่อฮาร่า เหมือนโลกอันสดใสมันหายไปพร้อมกับพายุที่ถาโถมเข้ามา 



แต่ลืมอะไรไปหรือเปล่า เขาว่าฟ้าหลังฝนมักสดใสเสมอ 

และแสงแดดนั้นก็คือชิมชางมินนั้นแหละ


"มินโฮ! เหม่ออะไรหนักหนา ดอกไม้จะเหี่ยวตายอยู่แล้ว" เถ้าแก่ดึงเครื่องพ่นน้ำออกจากมือเรียว ก่อนจะพรมน้ำไปทั่วดอกไม้สีสันสวยงาม

"พักนี้นายเหม่อบ่อยนะ เป็นอะไรหรือเปล่า?"

"ไม่มีครับๆ"

"งั้นก็ดี ปิดร้านเถอะ ฝนตกแบบนี้คงไม่มีใครเดินกัน อ่ะ ชางมิน เข้ามาก่อนสิ"

เสียงกระดิ่ง ดังขึ้นพร้อมชื่อคุ้นหู สองสัปดาห์แล้วเช่นกันที่ชิมชางมินจะมารับมาส่งเขาที่นี้เป็นประจำ คอยเป็นห่วงเป็นใยเขาตลอดเวลา พี่ชายตัวโตยังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนวันวาน



ความจริงคือไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด

แถมจะดีกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ 



"วันนี้อยากกินอะไร?" ชางมินหันไปถามคนนั่งข้างๆด้วยรอยยิ้ม สองสัปดาห์มาแล้วที่เขาได้ยินประโยคคำถามแบบนี้ตลอดหลังเลิกงาน 

"อยากกินคิมบับ" ตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน อย่างน้อยช่วงเวลาที่มีชิมชางมินอยู่ ความขุ่นมั่วเหมือนจะลอยหายไปซะดื้อๆ เปลี่ยนมาเป็นแสงสว่างในใจแทน

รถกระบะกึ่งเก่ากึ่งใหม่เคลื่อนตัวออกจากร้านดอกไม้เล็ก ละอองฝนยังคงเกาะติดเต็มหน้ากระจก เสียงวิทยุในรถเป็นเสียงผู้พยากรณ์อากาศ  จับใจความได้ว่าอีกประมาณสี่วันฤดูใหม่จะเข้ามาแทน 

"คิมบับฝีมือแม่พี่ชางมินอร่อยที่สุดในโลก!"

"อร่อยก็กินเยอะๆ"

"กินอิ่มพุงจะแตกแล้ว!"

"จิ้มๆๆ" 

"โอ้ย! เอามือออกไปเลย" 

"คิคิ เล่นกันเป็นเด็กไปได้"

"เปล่านะครับคุณป้า พี่ชางมินแกล้งผม"

"ลูกสองคนเล่นกันเหมือน'แฟน'กันเลย"

"แม่/คุณป้า!!"

"ฮ่าๆ ดูสิ หน้าแดงกันหมด แม่ไปล้างจานนะ" คุณนายชิมเก็บถ้วยชามไปล้างพร้อมฮัมเพลงด้วยความสุขได้แกล้งลูกชาย ทิ้งให้คนสองคนหน้าแดงด้วยความเขินต่อไป 

ฝนหยุดตกแล้ว ชางมินเดินไปส่งมินโฮหน้าบ้านเหมือนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา จิตใจของมินโฮเองก็ดีขึ้น ถ้าไม่ติดเวลาฝนตกแล้วความคิดฟุ้งซ่านซะก่อน 

"ห่มผ้าหนาๆนะ ใกล้หน้าหนาวแล้ว"

"ไม่ต้องเป็นห่วงมินโฮหรอก พี่ชางมินด้วยนะ"

"แล้วอย่าลืมล็อคห้องด้วย"

"ทำไม? กลัวโจรปีนมาขโมยของห้องมินโฮเหรอ?!"

"เปล่า กลัวใจตัวเองเดินไปหามินโฮต่างหาก"

"อะ อะไรนะ?"

"เปล๊า ราตรีสวัสดิ์นะ" 

ชิมชางมิน! นายพูดอะไรออกไป นั้นมันเสี่ยวได้ใจจอร์จมาก! 




"หนาวจัง"

"อุ่นขึ้นไหม?"

"อื้อ!"

"มือนายเย็นมากเลย เอามาซุกตรงนี้มา"



ภาพของคนสองคนนั่งให้ไออุ่นหน้าร้านดอกไม้เล็กๆ ช่วงพักเที่ยงในฤดูหนาวชางมินก็จะมารอเด็กชายไปกินข้าวเที่ยวทุกวัน ส่วนงานการของชิมชางมินนั้นยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ พ้นปีนี้ไปถึงจะเริ่มงานจริงๆจังๆสักที ชางมินจับมือมินโฮซุกลงกระเป๋าเสื้อหนา อุณหภูมิที่สูงขึ้นเล็กน้อยทำเอาใจเต้นขึ้นมา 



นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใจเต้นแบบนี้ 



"วันนี้อยากกินอะไรดีล่ะ?"

"กินราเม็งนะ"

"เบื่อแล้ว"

"นะ นะ นะ นะ พี่ชางมิน"

น้ำเสียงอ้อนวอนจากมินโฮทำเอาชางมินทำอะไรไม่ถูก ตั้งแต่เด็กแล้วที่มินโฮชอบทำเสียงอ้อนแบบนี้เรื่อย สุดท้ายก็ยอมตามใจพาไปกินราเม็งดับหนาวติดกันเป็นวันที่สี่

"ขนาดกิน ไปสี่ชามยังหนาวอยู่ดี อา~" มินโฮพองลมที่แก้มก่อนจะปล่อยออกมาเป็นควันจางๆ ริมฝีปากเรียวยกยิ้มด้วยความน่ารักของอีกฝ่าย มือหนาคว้ามือของอีกคนมากุมไว้หลวมๆ เรียกอาการเขินได้ทันที 

"จะ จับมือทำไม" 

"มันหนาว"

คำตอบสั้นๆแต่คนฟังรู้ดีว่ามันไม่ใช่หนาว เสียงหัวเราะคิกคักจนชางมินชักหมั้นไส้หันไปดึงแขนเหวี่ยงคนตัวเล็กเข้ามากอดพอดี 

"พี่ชางมิน!"

"กอดหน่อย มันหนาว"

มินโฮอึ้นจนทำอะไรไม่ถูก อยู่ดีๆก็โดนเหวี่ยงเข้าอ้อมกอดของผู้ชายข้างๆ ความอบอุ่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ทำให้เคลิ้มไปกับกอดนั้น ตอนนี้เขารู้สึกมีความสุขและปลอดภัยมากจากอ้อมกอดนี้ ใบหน้าเริ่มแดงจากความอายมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อมีคนเริ่มสวนไปมา มินโฮพยายามดันตัวเองจากวงแขนกว้างของชางมิน

"อายเหรอ?"

"..."

"ไม่เห็นต้องอายเลย ขนาดหัวใจนายยังไม่อายพี่เลย"

"หื้อ? อะไรของพี่ชางมิน บ้า! เอามาจากไหน"

"เต้นแรงจะทะลุขนาดนี้แล้วยังมาปากแข็งอีก"



"งั้นช่วยกอดผมอีกทีได้ไหม?"


 ชางมินยิ้มให้กับคำร้องขอนั้นก่อนจะดึงคนตัวเล็กกว่าเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อจนคนตัวโตหลุดขำออกมา

นานเท่าไรแล้วไม่รู้ที่เชวมินโฮปล่อยให้ชิมชางมินกอดตัวเองอยู่ตรงนั้น ไม่มีคำพูด ไม่มีการขยับเขยื้อนไปไหน มีเพียงกอดเท่านั้นที่เขาสองคนมอบให้แก่กัน

 

 

-------------------------------

 

หิมะตกอีกแล้ว

 

เสียงเพลงเพราะๆจากคณะประสานเสียงประจำหมู่บ้านก่องไปทั่วบริเวณ ปุ่ยหิมะสีขาวล่องลอยไปตามเสียงเพลง ผู้คนมากมายต่างพากันนั่งฟังเสียงเพลงไพเราะกันอย่างมีความสุข วันคริสต์มาสปีนี้ทำไมมันมีความสุขแบบนี้ หมวกนิตติ้งสีแดงจากกล่องของขวัญสวย  ชางมินไม่รอช้าหยิบหมวกสีแดงขึ้นมาสวมทันที ของขวัญวันคริสต์มาสชิ้นแรกจากคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนสำคัญแล้ว ย่อมพิเศษกว่าของขวัญชิ้นอื่นที่ได้รับมา มินโฮยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่ามันพอดีกับหัวของชางมิน เสียงหวานเอ่ยเจียวแจ้วอ้อนขอให้ชางมินพาตัวเองออกไปเดินเล่นดูแสงไฟในวันคริสต์มาส คนตัวโตยิ้มก่อนจะกดจูบบนหน้าผากขาว มินโฮรู้ดีว่านั้นคือการตอบตกลงของชิมชางมินแต่ทุกครั้งก็อดเขินไม่ได้

 

ชางมินจับมือมินโฮไปตลอดถนนคนเดิน คู่รักมากมายพากันออกมาซับซับบรรยากาศดีๆเป็นประจำ ชางมินพามินโฮมาถึงมุมถนน ที่ที่มีคุณลุงหน้าตาใจดี ใส่ชุดสีแดง เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เด็กทั่วโลกจำได้เมื่อนึกถึงวันหยุดพิเศษๆแบบนี้ ไม่เว้นมินโฮที่ยังคงชื่นชอบในตัวของซานตาคลอสด้วย

มินโฮรีบวิ่งเข้าไปหาอย่างตื่นเต้น ดวงตากลมส่อประกายแห่งความตื่นเต้น ชางมินรู้มาตลอดว่ามินโฮอยากจะเจอซานตาคลอสมาตั้งแต่เด็กเพียงแค่ไม่มีโอกาสสักที มินโฮรับของขวัญจากคุณลุงสีแดงก่อนจะเอ่ยปากขอถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก มือเรียวยื่นกล้องถ่ายรูปให้คนตัวโตถ่าย ความเป็นเด็กของคนตัวเล็กทำให้ชางมินยิ้มไม่หุบ รูปสวยจนเป็นที่พอใจของมินโฮจึงเดินออกมาจากคุณลุงใจดี แต่ถ้าชางมินไม่โดนเรียกซะก่อน

 

"พ่อหนุ่ม" คุณลุงซานต้ายื่นกล่องของขวัญสีแดงให้ชางมินก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

"ขอบคุณมากครับ"

"พี่ชางมินได้กล่องใหญ่กว่าผมอีก"

"เพราะพี่เป็นเด็กดีไม่เหมือนมินโฮ"

"พี่ชางมิน!"

"โอ๋ๆ อย่างอน เดี๋ยวซานต้าริบของขวัญคืนนะ"

"มันเป็นของผมนะ"

"ฮ่าๆ"

 

ชางมินพามินโฮมานั่งฟังเพลงเพราะๆหน้าโบสถ์ เพราะที่นั่งภายใจถูกจับจองไปหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การออกมาเดินเล่นครั้งนี้เสียหาย เสียงเพลงคุ้นหูตั้งแต่เด็กทำเอาปากบางขยับไปตามเนื้อร้องด้วย ชางมินรวบเอวมินโฮเข้ามาชิดกับตัวเอง


"พี่ชางมิน เอามือออกไปนะ"  มินโฮตีมือหนาที่กำลังรวบเอวเขาอยู่

"ไม่เอาออกแล้วจะทำไม?"

"อือๆ เอาออกไปเลย!"

"มันหนาว"

 

ไอ้มุขมันหนาวนี้เมื่อไรจะเลิกใช้ห้ะ!!

 

มินโฮปล่อยให้คนตัวโตโอบเอวเขาต่อไปโดยไม่ว่าอะไร ปากบางขยับไปตามเสียงเพลงอีกครั้ง

 

"มินโฮ" เสียงทุ้มเอ่ยชื่อของคนอีกคนขึ้นมา มินโฮกล่าวรับแต่ไม่คิดจะหันเพราะตัวเองสนใจอยู่กับเพลงมากกว่า

"จำได้ไหมเมื่อสิบห้าปีที่แล้วที่เรามางานแต่งงานพี่สาวมีร์น่ะ.."

"อะ อืม"

"แล้วที่เราไม่ได้เข้าไปร่วมงานแล้วนั่งรอตรงเก้าอี้นี้"

"พี่จำได้ด้วย?"

"จำได้ไหม ว่านายถามอะไรพี่?"

 

ชางมินไม่ได้ตอบคำถามของมินโฮ แต่กลับเป็นมินโฮที่ต้องตอบคำถามของชางมิน ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีที่แล้วเริ่มไหลเข้ามาฉายซ้ำในสมอง ในวันนั้นเขาจำได้แม่นว่าเขาพูดอะไรออกไป เขาจำได้ทุกคำเพราะมันไม่ใช่คำถามจากความไร้เดียงสาของวัยเด็ก แต่เป็นคำถามที่มาจากหัวใจเขาต่างหาก

 

"แล้วมินโฮกับพี่ชางมินเขาเรียกว่ารักหรือเปล่า?"  

 

"นาย... ช่วยถามซ้ำอีกทีได้ไหม?"

 

 

 

"แล้วมินโฮกับพี่ชางมินเขาเรียกว่ารักหรือเปล่า?"  

 

สิ้นคำถามใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อ หัวใจเต้นแรงแทบทะลุออกจากอก แม้ว่าใจลึกๆแล้วก็พอจะมีคำตอบสำหรับคำถามนั้น แต่เพราะความกลัว กลัวคำตอบนั้นจะเหมือนกับสิบห้าปีที่แล้ว เขาทนมากับคำว่าน้องชายมานานแล้ว ยิ่งช่วงนี้ พี่ชางมินทำตัวเป็นห่วงเป็นใยเขามากขึ้น เส้นที่ขีดกั้นไว้ดูเหมือนเริ่มจะไร้ค่า เขาได้ข้ามเส้นนั้นมามากเกินจนไม่สามารถกลับไปอยู่ที่เดิมอีก

 

"พี่รัก'น้องชาย'คนนี้ที่สุดในโลกเลย"

 

คำตอบนั้น......... มันกลับมาทำร้ายเขาจนได้

 

"แต่ตอนนี้พี่ชักจะไม่มั่นใจแล้วว่าพี่รักน้องชายคนนี้ที่สุดในโลกหรือเปล่า"

"ก็ในเมื่อพี่ไม่ได้รักเขาในฐานะน้องชายอีกแล้ว มินโฮ!!"

คนตัวโตกว่าถึงกับสะดุ้งเมื่อใบหน้าหวานเต็มไปด้วยน้ำตา มินโฮปล่อยโฮออกมาทันทีเมื่อชางมินรวบตัวเขาเข้าไปกอด มือหนาลูบผมดำนิ่มของอีกคนให้ใจเย็นลง มินโฮคงจะเสียใจที่ได้ยินคำว่าน้องชายนั้นอีกครั้ง และเขาเองก็เสียใจไม่แพ้กันที่เป็นต้นเหตุให้คนตัวเล็กกว่าต้องร้องไห้และเป็นคนที่กำหนดสถานะของเขากับมินโฮขึ้นมาด้วยคำว่า 'น้องชาย'

 

"มินโฮ... พี่รักนายนะ รักมานานแล้วด้วย"

"ฮือ.."

"พี่รักนายเหมือนกับที่พ่อแม่เรารักกัน รักเหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆ"

 

ได้ยินคำสารภาพของคนตรงหน้าทำเอามินโฮยิ้มขึ้นมา หัวกลมซุกลงบ่าของชางมินพร้อมความเขินก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาหัวใจอีกคนพองโต

 

"ผมก็รักพี่ชางมินเหมือนกัน ระ รักมานานเหมือนกัน"

 

"มินโฮ แต่งงานกับพี่นะ?" ชางมินหยิบช่อดอกไม้สวยจากกล่องของขวัญที่ซานต้าให้มา ช่อดอกไม้ใหญ่เต็มไปด้วยดอกไม้โปรดของมินโฮ

 

"ไม่คิดจะขอเป็นแฟนก่อนเหรอ?"

 

"ฮ่าๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เขาไม่เรียกว่าแฟนเหรอ?"

 

"พี่ชางมิน!"

 

"แต่งงานกับพี่นะ?"

 

"อะ อื้ม!" ใบหน้าหวานก้มลงด้วยความเขินก่อนจะรับช่อดอกไม้นั้นมา ดวงตาหวานสะดุดกับวงแหวนโลหะที่แขวนไว้อยู่กับดอกกุหลาบสีแดง มินโฮหยิบขึ้นมายื่นให้คนตรงหน้าสวมให้ ชางมินยิ้มก่อนจะสวมมันเข้ากับนิ้วเรียวยาว ชางมินอุ้มมินโฮเหวี่ยงไปรอบๆ เสียงหัวเราะของคนตัวเล็กดังขึ้นพร้อมกับยิ้มหวานบนใบหน้า

 

"มินโฮจำเมื่อสิบห้าปีก่อนได้อีกไหม?"

 

"หื้ม"

 

"นายเคยบอกว่าอยากโยนดอกไม้"

 

 

 

"ตอนนี้ก็ได้โยนสมใจแล้วซินะ" 

 

 

 

 

***********FIN***********

 

 

 

 

 

 

Special


 

 

"เฮ้ย! ฮยอนซึงได้!" ช่อดอกไม่บริสุทธิ์ในกำมือของหนุ่มหน้าสวยประจำหมู่บ้านทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของบรรดาแขก ฮยอนซึงยิ้มเขินๆก่อนจะถูกชายมือของจุนฮยองลากเข้ามาใกล้ตัว

"ขอบใจนะมินโฮ" จุนฮยองยิ้มให้มินโฮ เจ้าสาวยิ้มกลับไปด้วยความยินดีกับคู่รักหวานชื่นที่มีแยวโน้มจะเดินเข้าประตูวิวาห์ถัดไปจากเขา

"อย่ามายิ้มให้เมียพี่ได้ไหมจุนฮยอง พี่หึง" ชางมินจับมินโฮเข้ามาจูบโชว์อีกครั้ง เจ้าสาวเขินจนหน้าแดงทำอะไรไม่ถูก มือเรียวทุบอกของคนตัวโตเมื่ออากาศเริ่มไม่เพียงพอ

 

 

 

"พะ พอได้แล้วนะ!"

 

 

 

"พอก็ได้ แต่อย่าคิดว่าคืนนี้จะรอด" 

 

 

 

 

 

.FIN.

 

 

 

Talk: ตอนสุดท้านจุนซึงมาได้ไงหว่า? อิ_อิ *โดนทุกคนรุมกระทืบ*

ต้องขอโทษทุกคนจริงๆที่มันช้าขนาดนี้ โดยเฉพาะกาแฟ *ไหว้งามๆ*

แล้วนี้ก็จะเปิดเทอมแล้วคงไม่มีเวลามาทำแบบนี้อีกแน่ เราจะตั้งใจเรียน จะเอ้นท์ให้ติดให้ได้

ส่วยฟิคเรื่องนี้มันเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบจากคลิปด้านบน เลโอทำเขาจิ้นอ่ะ TwT

ขนาดชั่ววูบยังยาวได้ขนาดนี้ ฮรึก

เรื่องนี้มันอาจจะไม่สวยเพอร์เฟกต์มากมายนัก ไม่ได้แต่งนานด้วย

ขอบคุณที่ยังมีคนรออ่าน *น้ำตาไหลพราก*

ถึงแม้ช่วงนี้เราจะหนีไปกรี๊ดสวยฮยอนซึงและจิ้นจุนซึงกระจาย

แต่เราอยากจะบอกว่า เรารักชางมินโฮมาก <3

ทอล์กยาวไปไหมเนี้ย ฮ่าๆ เอาเป็นว่าเจอกันใหม่นะ :D

 

ราตรีสวัสดิ์

 

ปล. ธีมใหม่เป็นไงอ่ะ TTwTT

 

edit @ 12 May 2012 22:01:27 by astute

edit @ 12 May 2012 22:04:46 by astute

edit @ 12 May 2012 22:09:58 by astute

Recommend